ร้านอาหารส่วนใหญ่ตั้งราคาจากราคาร้านข้าง ๆ ไม่ได้คิดจากต้นทุนจริง พอขายดีแล้วเงินไม่เหลือก็หาสาเหตุไม่เจอ บทความนี้สอนคิดต้นทุนต่อจานทีละขั้นด้วยเมนูจริงหนึ่งเมนู
Food Cost คืออะไร
Food Cost % = ต้นทุนอาหารต่อจาน ÷ ราคาขาย × 100
ร้านอาหารทั่วโลกใช้ตัวเลขนี้เพราะเทียบข้ามเมนูได้ เมนูที่ Food Cost 30% แปลว่าทุก 100 บาทที่ขาย เป็นค่าวัตถุดิบ 30 บาท เหลืออีก 70 บาทไปจ่ายค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ และเป็นกำไร
| ประเภทร้าน | Food Cost ที่พบทั่วไป |
|---|---|
| ร้านอาหารตามสั่ง | 30–38% |
| ร้านก๋วยเตี๋ยว | 28–35% |
| ร้านกาแฟ เครื่องดื่ม | 20–30% |
| ร้านบุฟเฟต์ | 35–45% |
ขั้นที่ 1 แตกสูตรออกมาทีละวัตถุดิบ
ใช้เมนู ข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาว เป็นตัวอย่าง หลักคือใช้หน่วยเดียวกันทั้งตอนซื้อและตอนใช้ ไม่ต้องแปลงเป็นกิโลกรัม
| วัตถุดิบ | ซื้อมา | ใช้ต่อจาน | ต้นทุน |
|---|---|---|---|
| หมูสับ | 1,000 ก. / 180 บาท | 120 ก. | 21.60 |
| ข้าวสาร | 5,000 ก. / 160 บาท | 180 ก. | 5.76 |
| ไข่ไก่ | 30 ฟอง / 135 บาท | 1 ฟอง | 4.50 |
| ใบกะเพรา | 500 ก. / 60 บาท | 15 ก. | 1.80 |
| พริก กระเทียม | 500 ก. / 90 บาท | 12 ก. | 2.16 |
ขั้นที่ 2 เผื่อของเสีย — ต้องหาร ไม่ใช่บวกเพิ่ม
ต้นทุนจริง = ราคาต่อหน่วย × ปริมาณที่ใช้ ÷ (1 − ของเสีย)
เหตุผลคือของเสียคือส่วนที่ซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ ถ้าอยากได้เนื้อหมูใช้ได้จริง 120 กรัม แต่ตัดแต่งแล้วเสีย 20% แปลว่าต้องซื้อมา 120 ÷ 0.8 = 150 กรัม ไม่ใช่ 144 กรัมอย่างที่ได้จากการคูณ 1.2
ความต่างดูน้อยตอนของเสีย 10% แต่ยิ่งของเสียเยอะยิ่งผิดมาก ที่ 50% การคูณจะคิดต้นทุนต่ำกว่าจริงถึงหนึ่งในสาม
ข้อนี้คือจุดที่คนคิดผิดมากที่สุด ส่วนใหญ่เผื่อของเสียรวม 10% เท่ากันหมด แต่ความจริงแต่ละอย่างเสียไม่เท่ากันเลย
| วัตถุดิบ | ของเสียทั่วไป | เสียจากอะไร |
|---|---|---|
| ผักสด ใบกะเพรา | 15–25% | เด็ดก้าน ใบช้ำ เหี่ยวก่อนใช้หมด |
| เนื้อสัตว์ | 8–15% | ตัดแต่ง น้ำหนักหายตอนปรุง |
| ไข่ | 2–5% | แตกตอนขนส่ง ทอดเสีย |
| ข้าวสาร ของแห้ง | 0–2% | แทบไม่เสีย |
ถ้าเผื่อรวม 10% เท่ากันหมด ต้นทุนใบกะเพราจะถูกคิดต่ำกว่าความจริง ส่วนข้าวสารจะถูกคิดสูงเกินจริง แล้วเราจะไม่รู้ว่าเมนูไหนกำไรจริงเท่าไร
เมื่อเผื่อของเสียรายตัวแล้ว ตัวเลขเปลี่ยนเป็น
| หมูสับ ÷ (1−0.10) | 24.00 |
| ข้าวสาร ÷ (1−0) | 5.76 |
| ไข่ไก่ ÷ (1−0.03) | 4.64 |
| ใบกะเพรา ÷ (1−0.20) | 2.25 |
| พริก กระเทียม ÷ (1−0.15) | 2.54 |
| รวมวัตถุดิบ | 39.19 |
ขั้นที่ 3 บวกของที่ไม่ใช่วัตถุดิบ
สามอย่างนี้คนลืมบ่อยที่สุด และรวมกันแล้วมักเป็น 10–15% ของต้นทุนทั้งจาน
| กล่อง ถุง ช้อนพลาสติก (สำหรับสั่งกลับ) | 4.00 |
| เครื่องปรุงรวม — น้ำมัน ซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำตาล | 2.50 |
| ค่าแก๊ส เฉลี่ยต่อจาน | 1.20 |
| ต้นทุนอาหารรวมต่อจาน | 46.89 |
ขั้นที่ 4 ดู Food Cost แล้วตัดสินใจ
ถ้าร้านนี้ขายจานละ 60 บาท
Food Cost = 46.89 ÷ 60 × 100 = 78.2%
กำไรขั้นต้นต่อจาน = 60 − 46.89 = 13.11 บาท
78.2% คือสูงมาก ร้านตามสั่งควรอยู่ราว 30–38% เหลือกำไรขั้นต้นแค่ 13.11 บาทต่อจาน ซึ่งเมื่อหักค่าเช่ากับค่าแรงแล้วแทบไม่เหลืออะไร ต่อให้ขายวันละร้อยจานก็ยังไม่พอ
สังเกตว่าตัวใหญ่ที่สุดคือหมูสับ 24.00 บาท คิดเป็นครึ่งหนึ่งของต้นทุนทั้งจาน เวลาจะลดต้นทุน ให้เริ่มจากตัวที่ใหญ่ที่สุดเสมอ ลดหมูจาก 120 กรัมเหลือ 90 กรัม ประหยัดได้ 6.00 บาท ซึ่งมากกว่าการไปต่อรองราคาใบกะเพราทั้งปี
ขั้นที่ 5 ตั้งราคาย้อนกลับจากเป้าหมาย
ราคาขายที่ควรตั้ง = ต้นทุนอาหารต่อจาน ÷ (Food Cost เป้าหมาย ÷ 100)
ถ้าอยากได้ Food Cost 35% จากต้นทุน 46.89 บาท
ราคาขายที่ควรตั้ง = 46.89 ÷ 0.35 = 134 บาท
ซึ่งแพงเกินไปสำหรับข้าวกะเพราในตลาดทั่วไป แปลว่าต้องกลับไปแก้ต้นทุน ไม่ใช่ดันราคาขึ้น ลดปริมาณหมูลง หาแหล่งซื้อที่ถูกกว่า หรือเปลี่ยนไปใช้กล่องที่ถูกลง
เรื่องที่ทำให้ต้นทุนไม่ตรงกับความจริงตลอดเวลา
ราคาวัตถุดิบเปลี่ยนทุกล็อต
หมูขึ้นราคาจากกิโลละ 180 เป็น 200 ถ้าเปลี่ยนต้นทุนเป็นราคาใหม่ทันทีจะผิด เพราะของล็อตเก่ายังไม่หมด วิธีที่ถูกคือ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
เหลือหมูเก่า 5 กิโล กิโลละ 180 ซื้อใหม่ 15 กิโล กิโลละ 200
ต้นทุนเฉลี่ย = (5×180 + 15×200) ÷ 20 = 195 บาทต่อกิโล ไม่ใช่ 200
จานที่ไม่มีรายได้
อาหารพนักงาน จานที่ทำผิดแล้วต้องทำใหม่ ของแถมลูกค้าประจำ ถ้าเดือนหนึ่งเกิน 30 จานควรนับเข้าไปในต้นทุนด้วย
คิดครั้งเดียวแล้วไม่กลับมาดูอีก
ต้นทุนที่คิดไว้เมื่อหกเดือนก่อนใช้ไม่ได้แล้ว ควรทบทวนทุกไตรมาส หรือทุกครั้งที่วัตถุดิบหลักขึ้นราคาเกิน 10%